ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ตุลาคม 23, 2020, 08:52:48
35,495 กระทู้ ใน 4,046 หัวข้อ โดย 5,131 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: Tonyoam
+  ชุมชนคนรัก...ฮินดู (ฮินดูมิทติ้ง HM)
|-+  Buddhist สนทนา
| |-+  สนทนาภาษาพุทธ (ผู้ดูแล: กาลิทัส, อักษรชนนี)
| | |-+  สวดมนต์รักษาโรค โอม......
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: สวดมนต์รักษาโรค โอม......  (อ่าน 10103 ครั้ง)
mahad
ยามา
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 75



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2009, 22:57:40 »

สวดมนต์รักษาโรค
อาจช่วยควบคู่กับการดูแลตนเองและรับประทานอาหารด้วยก็ดี

อาจารย์ศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชิญชวนเปล่งเสียงสวดมนต์นำพลังจากการสั่นสะเทือนจากการเปล่งเสียงสวดภาษาบาลี กระตุ้นอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย พบเสียงโอ กระตุ้นหัวใจ บทสวดมนต์ในพุทธศาสนากล่าวถึงสัจธรรม  ที่พระพุทธเจ้าค้นพบ  เพิ่มพลังให้ผู้สวดและผู้ฟัง  เช่น บทสวดอนัตตะลักษณะสูตร คาถาพระปริตรธรรม


ผศ.จุฑาทิพย์ อุมะวิชนี  อาจารย์คณะศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวว่าคุณค่าของการสวดมนต์ในพระพุทธศาสนาสามารถพิจารณาได้หลายประเด็น  ตั้งแต่การใช้ภาษาโดยการสวดมนต์ในพระพุทธศาสนาเป็นภาษาบาลีมีความเก่าแก่หลายพันปีภาษาบาลี   มีสระผสมผสานอยู่แทบทุกพยางค์การเปล่งเสียงที่มี พยัญชนะครบสามารถกระตุ้นให้เกิดพลังได้ ถึงแม้ผู้สวดจะไม่รู้ความหมายของคำที่เปล่งออกมาก็ตาม   พระอาจารย์สิงห์ทน นราสโภ หรืออดีต ดร.สิงห์ทน คำซาว อาจารย์ภาควิชาปรัญญา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กล่าวไว้ว่า เสียงโอที่เปล่งออกมาในการสวดมนต์จะกระตุ้นหัวใจ เสียง ออ วอ สอ ขา หา ยะ กระตุ้นไต เสียงอี กระตุ้นระบบขับถ่าย เช่น เวลาต้องการให้เด็กปัสสาวะเรามักจะบอกเด็กว่า ฉี่ ๆ เป็นต้น
นอกจากนั้น เมื่อพิจารณาด้านภาษาบาลี ในแง่ไวยากรณ์ ฐานเสียงอักขระทุกตัว เมื่อเกิดจากฐานใดของเสียงก็จะไปกระตุ้นอวัยวะส่วนนั้น ๆ การเปล่งเสียงในภาษาบาลีมีพลังสั่นสะเทือน   ซึ่งในแง่ของโยคะ สามารถกระตุ้นจักรหรือศูนย์รวมพลังทั้ง 7 ในตัวเราได้ เช่น  คำว่า โอม  เมื่อเปล่งเสียงสูงและต่ำผู้พูดจะรู้สึกถึงพลังสั่นสะเทือนไปตามจุดสำคัญของร่างกายตั้งแต่ก้นกบจนถึงลำคอและศีรษะ

ดร.ริชาร์ด เกอร์เบอร์ และแอนดรู ไวลด์ กล่าวถึงพลังสั่นสะเทือนที่เราได้จากการท่องคาถาสวดมนต์ว่า  เป็นยาวิเศษ โดยเขียนไว้ในหนังสือเรื่อง Vibration Medicine ว่า โรคที่ส่งผลต่อร่างกาย   หากได้รับพลังสั่นสะเทือนถือว่าเป็นการเยียวยาอวัยวะส่วนนั้น ๆ ดร.แอนดรู ไวลด์ เขียนหนังสือเรื่อง spontaneous Healing 
และได้ทำวิจัยร่วมกับ ดร.เกเฮนริก ผู้เขียนเรื่อง Conscious Breathing ทั้งสองได้ข้อสรุปว่าร่างกายเรามีแนวโน้มที่จะสามารถรักษาตนเองได้ หากรู้จักใช้พลังกระตุ้นอวัยวะที่มีปัญหาในร่างกาย

ผศ.จุฑาทิพย์ กล่าวว่า   ในเชิงความหมายของบทสวด  เนื้อหาส่วนใหญ่คือ  การสรรเสริญพระคุณอันยิ่งใหญ่   ของพระพุทธเจ้า  พระบารมี ตลอดจนพระเมตตาต่อมวลมนุษย์  ทรงปราบมารต่าง ๆ ได้  อาจอธิบายได้ว่าการเปล่งวาจาที่เป็นสัจธรรมออกมา เปรียบได้กับการเปล่งแสงสว่างที่ทรงคุณค่า การสวดมนต์ จึงนำมาซึ่งความสว่างไสวปกป้องผู้กล่าวและสรรพสิ่งทั้งหลายได้ มีการน้ำพระพุทธมนต์ไปวิเคราะห์อนูของน้ำว่าเป็นอย่างไร ปรากฏว่าโมเลกุลของน้ำที่ได้รับเสียงสวดมนต์มีความสมบูรณ์ สวยงาม ขณะที่น้ำที่ตั้งอยู่หน้าโทรทัศน์    และคอมพิวเตอร์มีความบกพร่องของอนูมีรูปร่างไม่สมบูรณ์ คำอธิบายที่ได้จากการทดลองนี้คือ อานุภาพของคาถาที่มีพลังหรือการสั่นสะเทือนของคาถา ส่งให้  อนูในน้ำปรับตัวสู่ภาวะที่สมบูรณ์ละเอียดอ่อนได้
ทั้งนี้ ผศ.จุฑาทิพย์ ได้ยกตัวอย่างบทสวดมนต์เพื่อสุขภาพ   เช่น ชัยมงคลคาถาหรือบทพาหุง
 
ซึ่งเป็นบทที่สรรเสริญพระอรหันต์สาวกทั้งหลาย หรือมงคลสูตร  กล่าวถึงข้อควรปฏิบัติของมนุษย์เพื่อความเป็นมงคลแก่ตนเอง บทสวดที่กล่าวถึงสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าค้นพบ  เช่น  อนัตตะลักษณะสูตร อธิบายถึงไตรลักษณ์ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพื่อให้คนเกิดความปล่อยวาง  ส่วนคาถาพระปริตรธรรม ทั้งเมตตปริตร ขันธปริตร     โมรปริตร ธารณปริตร โพชณงคปริตร  คาถาชินบัญชร  เป็นบทสวดเพื่อยกย่องความดีงามของผู้สมควรบูชา
   
ในขณะเดียวกันผู้สวดจะได้รับการคุ้มครอง   ปกป้องให้รอดพ้นจากภยันตราย หรือแม้กระทั่งรักษาความเจ็บไข้ได้ป่วยด้วย
ในพระพุทธศาสนามีกล่าวไว้หลายเรื่อง เช่น เมื่อพระมหากัสสปะเถระอาพาธ พระพุทธเจ้าเสด็จมา   และทรงสวดโพชฌงค์ 7  พอทรงสวดจบพระมหากัสสปะก็หายอาพาธในทำนองเดียวกันพระโมคคัลลาน์หายอาพาธได้เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงโพชฌงค์ 7 ให้ฟัง แม้แต่พระพุทธเจ้าเอง เมื่อทรงอาพาธ ทรงโปรดให้พระมหาจุนทะ สวดโพชฌงค์ 7 ถวาย เมื่อสวดจบ พระพุทธองค์ทรงหายจากอาการประชวร
นอกจากนั้นในสมัยพุทธกาลชาวบ้านยังนิยมนิมนต์  พระสงฆ์มาสวดมนต์ให้ ที่บ้านเมื่อเจ็บป่วย เช่น
ธรรมมิกอุบาสก เมื่อใกล้จะถึงวาระสุดท้ายของชีวิต นิมนต์พระสงฆ์มาสวดสติปัฏฐานสูต หรือในกรณีของ   มานทินคหบดี หรือท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เมื่อไม่สบายก็นิมนต์พระสงฆ์มาสวดที่บ้าน เมื่อสวดมนต์จบความเจ็บป่วยหายไปได้

การสวดมนต์ที่ชาวพุทธคุ้นเคยกันคือการทำวัตรเช้า-เย็น สวดมนต์แผ่เมตตา สวดคาถาพาหุงมหากาฯ และสวดพระปริตร มีการวิจัยในการแพทย์ปัจจุบันจำนวนมากที่แสดงว่าการสวดมนต์ ช่วยให้เกิดความสุข ความพอใจในชีวิตที่เป็นอยู่ เช่น ให้สุขภาพจิตดีและช่วยแก้ไขปัญหาชีวิตได้ 1 ตัวอย่างเช่น นายแพทย์ลารี ดอสซี ได้วิเคราะห์ผลงานวิจัยในเรื่องนี้ประมาณ 100 เรื่องและพบว่าในงานวิจัยต่างๆเหล่านี้การสวดมนต์มีผลต่อการเจริญเติบโตของเมล็ดพืชและการที่แผลหายเร็วขึ้น นอกจากนั้นในงานวิจัยหลายชิ้นรายงานว่าการสวดมนต์สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ สมาคมวิทยาศาสตร์ทางจิตแห่งรัฐเทกซัสได้เจาะเลือดอาสาสมัคร 32 ราย เมื่อแยกเอาเม็ดเลือดแดงออกแล้วใส่สารละลายที่จะทำให้เม็ดเลือดแดงบวมและแตกในเวลาต่อมา แล้วให้อาสาสมัครเหล่านั้นสวดมนต์ขอให้เม็ดเลือดแดงแตกน้อยลง ผลคือเม็ดเลือดแดงนั้นแตกช้าลง ( Castleman M, Nature’s Cures) Randolf Byrd แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจได้ทำการศึกษาเรื่องของ การสวดมนต์ภาวนาในคนไข้ 393 คน ที่ San Francisco General Hospital  โดยแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรก 192 คน ซึ่งมีกลุ่มที่คอยสวดภาวนาและสวดมนต์ให้ กลุ่มที่สอง 201 คน ไม่มีกลุ่มคอยสวดภาวนาให้ ผลการทดลองพบว่าคนไข้กลุ่มแรกที่มีคนคอยสวดมนต์ ให้ใช้ยาปฏิชีวนะน้อยกว่ากลุ่มที่สอง 5 เท่าเกิดภาวะแทรกซ้อนในเรื่องน้ำท่วมปอด (
Pulmonary Edema) น้อยกว่า 3 เท่า ถูกใส่ท่อช่วยหายใจ   ( Endo tracheal Intubation) น้อยกว่า 12 เท่า

การทดลองครั้งนี้ได้รับการยอมรับจากนักวิทยาศาสตร์ว่า  ผลการทดลองมีนัยสำคัญที่เชื่อถือได้
จากการศึกษางานวิจัยดังกล่าวเราอาจสรุปได้ว่าการสวดมนต์ในรูปแบบต่างๆทำให้เราผ่อนคลายทั้งทางจิตใจและทางกาย ทำให้เรารู้สึกสบายใจ สภาพจิตใจเช่นนี้มีผลกระทบต่อสุขภาพทางใจและทางกายมากด้วยเหตุนี้จิตแพทย์ในประเทศสหรัฐอเมริกาจำนวนไม่น้อยจึงนำการสวดมนต์มาใช้ในการบำบัดทางจิตร่วมกับวิธีการรักษาทางการแพทย์ การสำรวจของนักวิจัยหลายกลุ่มพบว่าคนอเมริกันนิยมสวดมนต์กันมากกล่าวคือ 70%
สวดมนต์ทุกวัน 44% สวดมนต์เพื่อการบำบัดโรค มีงานวิจัยจำนวนมากแสดงให้เห็นว่าการสวดมนต์ช่วยให้ผู้ป่วยเป็นโรคร้ายแรงน้อยลง เช่นโรคหัวใจ โรคความดัน โรคเครียด และโรคซึมเศร้า เป็นต้น และแม้แต่ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งจะมีอัตราตายต่ำกว่าประชากรทั่วไป นอกจากนั้นการสวดมนต์เมื่อปฏิบัติร่วมกับสมาธิยังสามารถลดปัญหาการฆ่าตัวตาย และการใช้ยาเสพติดได้
การสวดมนต์ไม่ใช่เรื่องไร้สาระหรือเป็นไสยศาสตร์   อีกต่อไปผลจากการสวดมนต์นอกจากจะให้ผลทางการบำบัดรักษาโรคต่างๆแล้ว ยังให้ผลในด้านอื่นๆ อีกมากมาย หากท่านยังไม่เชื่อหรือสงสัยว่าจริงหรือไม่ ขอให้ลองทดสอบดูด้วยตนเองก็ได้

เพราะสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ากับสวดมนต์ด้วยตนเอง
การวิจัยในทางการแพทย์ปัจจุบันจำนวนมาก ที่แสดงว่า การสวดมนต์ช่วยให้เกิดความสุข ความพอใจในชีวิตที่เป็นอยู่ เช่น ให้สุขภาพจิตดี และช่วยแก้ไขปัญหาชีวิตได้

จากเหตุการณ์ การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ ๒๐๐๙ ที่มีคนเสียชีวิตจำนวนมาก   การป้องกันกายป้องกันตัว ตามคำแนะนำของกระทวงสาธาณสุข เป็นเรื่องที่พึงกระทำ แต่หากจะให้ดี ต้องป้องกันใจด้วย โดยการสวดมนต์ทำสมาธิ และบทสวดมนต์ที่ขึ้นชื่อว่า รักษาโรค และช่วยต่ออายุให้ยืนยาว   คือ โพชฌังคปริตร ที่ว่า


โพชฌังโค    สะติสังขาโต    ธัมมานัง    วิจะโย    ตะถา
วิริยัมปีติ     ปัสสัทธิ       โพชฌังคา   จะ   ตะถาปะเร
สะมาธุเปกขะโพชฌังคา
สัตเตเต    สัพพะทัสสินา   
มุนินา    สัมมะทักขาตา
ภาวิตา     พะหุลีกะตา
สังวัตตันติ    อะภิญญายะ   นิพพานายะ   จะ โพธิยา
เอเตนะ   สัจจะวัชเชนะ    
โสตถิ       เต โหตุ   สัพพะทา
เอกัสมิง   สะมะเย    นาโถ    โมคคัลลานัญจะ    กัสสะปัง  คิลาเน   ทุกขิเต   ทิสวา
โพชฌังเค   สัตตะ    เทสะยิ เต   จะ   
ตัง    อะภินันทิตวา
โรคา    มุจจิงสุ    ตังขะเณ
เอเตนะ    สัจจะวัชเชนะ
โสตถิ    เต   โหตุ    สัพพะทา
เอกะทา    ธัมมะราชาปิ    เคลัญเญนาภิปีฬิโต
จุนทัตเถเรนะ   ตัญเญวะ   ภะณาเปตวานะ   สาทะรัง
สัมโมทิตวา   จะ อาพาธา   ตัมหา   วุฏฐาสิ   ฐานะโส
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ   
โสตถิ   เต โหตุ   สัพพะทา
ปะหีนา   เต   จะ   อาพาธา   ติณณันนัมปิ   
มะเหสินัง มัคคาหะตะกิเลสาวะ    ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง
เอเตนะ    สัจจะวัชเชนะ   
โสตถิ   เต   โหตุ   สัพพะทา

นอกจากนั้น ในงานวิจัยหลายชิ้น รายงานว่า การสวดมนต์สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ จากการศึกษางานวิจัยดังกล่าว เราอาจสรุปได้ว่า การสวดมนต์ในรูปแบบต่างๆ ทำให้เราผ่อนคลาย ทั้งทางจิตใจและทางกาย ทำให้เรารู้สึกสบายใจ สภาพจิตใจเช่นนี้ มีผลกระทบต่อสุขภาพทางใจ และทางกายมาก
ด้วยเหตุนี้ จิตแพทย์ในประเทศสหรัฐอเมริกาจำนวนไม่น้อย  จึงนำการสวดมนต์มาใช้ในการบำบัดทางจิต ร่วมกับวิธีการรักษาทางการแพทย์    
การสวดมนต์ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ หรือเป็นไสยศาสตร์อีกต่อไป
พระราชญาณวิสิฐ (หลวงป๋า)
     
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดี ๆ จากเว็บไซด์ วิภารัศมิ์

<o:p> </o:p>
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 07, 2009, 23:05:00 โดย mahad » บันทึกการเข้า
อักษรชนนี
ทีมงาน HM
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,096


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2009, 23:51:01 »

ขอบพระคุณสำหรับสาระความรู้ดีๆที่นำมาฝากนะครับคุณป้า mahad

(หายไปนานหลายอาทิตย์เลยนะครับคุณป้า หลานคนนี้ยังนึกถึงเสมอนะคร๊าบบบ อิอิ)
บันทึกการเข้า

WELCOME TO HINDUMEETING

เรียน สมาชิกเก่าและสมาชิกใหม่ของเว็บ HinduMeeting
ขอความกรุณาทุกท่านศึกษากฎ กติกา มารยาทของเว็บด้วยนะครับ

http://www.hindumeeting.com/forum/index.php?topic=1423.0
Neosiris
ยามา
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 80


เหนือศีรษะขึ้นไป7วามีเทพเทวาเต็มไปหมดจงทำแต่สิ่งดี


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2009, 11:18:16 »

โอม  ดังที่สมเด็จโต ท่านกล่าวไว้ครับ
อานิสงส์ของการสวดมนต์
เทศนาโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี

ดังปรากฏในงานของท่านเจ้าพระยาสรรเพชรภักดี จางวางมหาดเล็กในรัชกาลที่ 4 ที่ได้นิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จโตมาเทศน์ที่บ้าน

ครั้นพลบค่ำ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตพร้อมลูกศิษย์ได้เดินทางจากวัดระฆังมายังบ้านของท่านเจ้าพระยาสรรเพชรภักดี ซึ่งในขณะนั้นมีอุบาสก อุบาสิกา นั่งพับเพียบเรียบร้อยกันเป็นจำนวนมาก ด้วยต้องการสดับรับฟังการเทศน์ของท่านเจ้าประคุณ ณ ที่เรือนของท่านเจ้าพระยาเจ้าประคุณสมเด็จโต ได้ขึ้นนั่งบนธรรมาสน์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงกล่าวบูชาพระรัตนตรัย เมื่อจบแล้ว ท่านจึงเทศน์
“ เรื่อง อานิสงส์ของการสวดมนต์ ”

ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ได้กล่าวว่า

ยังมีคนส่วนใหญ่เข้าใจว่า การสวดมนต์มีประโยชน์น้อย และเสียเวลามากหรือฟังไม่รู้เรื่อง ความจริงแล้วการสวดมนต์มีประโยชน์อย่างมากมายเพราะการสวดมนต์เป็นการกล่าวถึงคุณงามความดี ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าพระองค์ท่านมีคุณวิเศษอย่างไร พระธรรมคำสอนของพระองค์มีคุณอย่างไร และพระสงฆ์อรหันต์อริยะเจ้ามีคุณเช่นไรการสวดมนต์ด้วยความตั้งใจจนจิตเป็นสมาธิ แล้วใช้สติพิจารณาจนเกิดปัญญาและความรู้ความเข้าใจ ประโยชน์สูงสุดของการสวดมนต์นั่นคือ จะทำให้ท่านเป็นผล จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์

ที่อาตมากล่าวเช่นนี้ มีหลักฐานปรากฏในพระธรรมคำสอนที่กล่าวไว้ว่า โอกาสที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์มี 5 โอกาสด้วยกันคือ

• เมื่อฟังธรรม
• เมื่อแสดงธรรม
• เมื่อสาธยายธรรม นั่นคือ การสวดมนต์
• เมื่อตรึกตรองธรรม หรือเพ่งธรรมอยู่ในขณะนั้น
• เมื่อเจริญวิปัสสนาญาณ

การสวดมนต์ในตอนเช้าและในตอนเย็นเป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันมา ตั้งแต่สมัยพุทธกาล

พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนาบรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย ต่างพากันมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ โดยแบ่งเวลาเข้าเฝ้าเป็น 2 เวลา นั่นคือ ตอนเช้าเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อฟังธรรม ตอนเย็นเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม การฟังธรรมเป็นการชำระล้างจิตใจ ที่เศร้าหมองให้หมดไปเพื่อสำเร็จสู่มรรคผลพระนิพพาน การสวดมนต์นับเป็นการดีพร้อมซึ่งประกอบไปด้วยองค์ทั้ง 3 นั่น คือ

• กาย มีอาการสงบเรียบร้อยและสำรวม
• ใจ มีความเคารพนบนอบต่อคุณพระรัตนตรัย
• วาจา เป็นการกล่าวถ้อยคำสรรเสริญถึงพระคุณอันประเสริฐ ในพระคุณทั้ง 3 พร้อมเป็นการขอขมา ในการผิดพลาดหากมีและกล่าวสักการะเทิดทูนสิ่งสูงยิ่ง ซึ่งเราเรียกได้ว่าเป็นการสร้างกุศล ซึ่งเป็นมงคลอันสูงสุดที่เดียว

อาตมาภาพ ขอรับรองแก่ท่านทั้งหลายว่า

ถ้าหากบุคคลใดได้สวดมนต์เช้าและเย็นไม่ขาดแล้ว บุคคลนั้นย่อมเข้าสู่แดนพระอรหันต์อย่างแน่นอนการสวดมนต์นี้ ควรสวดมนต์ให้มีเสียงดับพอสมควร ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่จิตตน และประโยชน์แก่จิตอื่น

*ที่ว่าประโยชน์แก่จิตตน คือ เสียงในการสวดมนต์จะกลบเสียงภายนอกไม่ให้เข้ามารบกวนจิต ก็จะทำให้เกิดความสงบอยู่กับบทสวดมนต์นั้น ๆ ทำให้เกิดสมาธิและปัญญา เข้ามาในจิตใจของผู้สวด

*ที่ว่าประโยชน์แก่จิตอื่น คือ ผู้ใดที่ได้ยินได้ฟังเสียงสวดมนต์จะพลอย ได้เกิดความรู้เกิดปัญญา มีจิตสงบลึกซึ้งตามไปด้วย ผู้สวดก็เกิดกุศลไปด้วยโดยการให้ทานโดยทางเสียง เหล่าพรหมเทพที่ชอบฟังเสียงในการสวดมนต์ มีอยู่จำนวนมาก

ก็จะมาชุมนุมฟังกันอย่างมากมาย เมื่อมีเหล่าพรหมเทพเข้ามาล้อมรอบตัวของผู้สวดอยู่เช่นนั้น ภัยอันตรายต่าง ๆ ที่ไหนก็ไม่สามารถกล้ำกลายผู้สวดมนต์ได้ตลอดจนอาณาเขตและบริเวณบ้านของผู้ที่สวดมนต์ ย่อมมีเกราะแห่งพรหมเทพและเทวดา ทั้งหลายคุ้มครองภัยอันตราย ได้อย่างดีเยี่ยม

ดูก่อน.. ท่านเจ้าพระยาและอุบาสก อุบาสิกาในที่นี้ การสวดมนต์เป็นการระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณเมื่อจิตมีที่พึ่งคือ คุณพระรัตนตรัย ความกลัวก็ดี ความสะดุ้งกลัวก็ดี และความขนพองสยองเกล้าก็ดี ภัยอันตรายใด ๆ ก็ดีจะไม่มีแก่ผู้สวดมนต์นั่นแล..
บันทึกการเข้า

โหราน้อย
สุทัสสีสุทธาวาส
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 432



ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2009, 13:23:57 »

ขอบคุณครับ สำหรับเนื้อหาสาระดีๆที่นำมาฝากกัน เป็นประโยชน์มากๆเลย
บันทึกการเข้า


ชีวิตนี้ขอสู้เพื่อเทวดา  สุดแล้วแต่สวรรค์จะบัญชา
mahad
ยามา
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 75



ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2009, 23:00:52 »


ขอบพระคุณสำหรับสาระความรู้ดีๆที่นำมาฝากนะครับคุณป้า mahad

(หายไปนานหลายอาทิตย์เลยนะครับคุณป้า หลานคนนี้ยังนึกถึงเสมอนะคร๊าบบบ อิอิ)


ป้าก็คิดถึงทุกๆท่านเช่นนี้กัน   
แต่ตอนนี้งานป้ามากจริงๆ    ว่างเมื่อไรจะรีบมาแจมนะจ๊ะ
บันทึกการเข้า
กาลิทัส
ทีมงาน HM
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,454



ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2009, 09:25:46 »

ขอแสดงความคิดเห็นส่วนตัวนิดนึงครับ

ตั้งแต่เด็กๆ มาแล้ว พ่อสอนว่าเวลาไม่สบายอย่าทำตัวเหี่ยวเฉา ให้ทำตัวมีชีวิตชีวาสดชื่นเข้าไว้จะได้หายไวๆ ไอ้เราก็สงสัย ก็มันไม่สบายจะให้เริงร่าได้ไง ฮ่าๆๆๆๆ แต่พ่อกลับบอกว่า ถ้ายิ่งไม่สบายแล้วทำตัวเฉา มันจะยิ่งเฉามากขึ้น

พ่อบอกว่าจริงๆ แล้วการป่วยเนี่ย หัวใจ เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าหัวใจเราดี กำลังใจเราดี เราสดชื่อ เราเบิกบาน มันช่วยได้จริงๆ

พอมามองในแง่ของการสวดมนต์รักษาโรคนี่ก็น่าจะเข้าเค้าอยู่ครับ เพราะการสวดมนต์เป็นการฝึกจิต ให้เข้มแข็ง ให้ต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ การสวดมนต์ทำให้เรามีจิตอันปกติ ไม่ซึมเศร้า มันก็จริงอีก

แต่ยังไงซะก็ต้องกินยาควบคู่กันไปด้วยนะครับ
บันทึกการเข้า
coconung
จาตุมหาราชิกา
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 26


พระแม่คือที่สุดแห่งดวงใจข้าพเจ้า

muruga_26@hotmail.com
ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: มกราคม 17, 2010, 02:25:40 »

บทสวดขอพรพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า
ใช้สวดขอพรให้สุขภาพแข็งแรงครับ
นำมอ ปอแคฟาตี ปีซาแซ ลิวลูเผ็กลิวลี ปอลาพอ ฮอลาแซแย
ตันทอกิตตอแย ออลาหอตี ซำเมียวซำปูทอแย
ตันจีทอ งัน ปีซาซือ ปีซาซือ ปีซาแซ
ซำมกกิตตี ซอฮอ
บันทึกการเข้า
Oam
ดุสิต
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 98



ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: มกราคม 17, 2010, 14:41:54 »

ความจาก พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตปูรวปณิธานสูตร
(www..mahaparamita.com)
ตอนหนึ่งว่า...


...ครั้นแล้ว พระโลกนาถเจ้าพระองค์นั้นจึงทรงเจริญสมาธินามว่า สรวสัตวทุกขภินทนา
แล
เมื่อเข้าสู่สมาธิแล้ว พระพุทธอุษณีษ์ (หรือ อุณหิสในบาลี หมายถึงกรอบหน้าพระพักตร์,
ก้อนพระมังสะหน้าพระเศียร ซึ่งเป็นอาการหนึ่งในอาการ ๓๒ ของพระพุทธเจ้า โดยมากทำเป็น
เปลวเพลิง แสดงถึงพระปัญญาอันรุ่งโรจน์ ประติมากรรมฝ่ายมหายาน บางแห่งทำเป็นก้อนพระมังสะ
งอกขึ้นมาเหนือพระนลาตขึ้นไปเล็กน้อย)
ได้บังเกิดมหารัศมีโอภาสสว่างไสว
ในระหว่างรัศมีนั้นแลได้ตรัส
มหาธารณีว่า...

นโม ภควเต ไภษชฺย คุรุ ไวฑูรฺย ปรภา ราชาย
ตถาคตาย อรฺหเต สมยกฺ สมพุทฺธาย
ตทฺยถา
โอม ไภษชฺเย ไภษชฺเย ไภษชฺย สมุทฺคเต สฺวาหา


เมื่อเพลาที่ตรัสมนตรานี้หว่างรัศมีอันโอภาสแล้ว มหาปฐพีดลก็กัมปนาทสั่นไหว
บังเกิดเป็นมหารัศมีรุ่งเรืองไปทั่ว บรรดาโรคาพาธของหมู่สัตว์ทั้งปวงได้สูญสิ้น
ได้รับความผาสุกสวัสดีโดยทั่วกัน


ดูก่อนมัญชุศรี หากพบชาย หญิงผู้มีทุกข์จากโรค พึงมีจิตแน่วแน่ให้ผู้ป่วยไข้นั้น
ชำระร่างกายให้สะอาดอยู่เป็นนิจ นำอาหาร โอสถ หรือน้ำที่ปราศจากสิ่งสกปรก
เสกด้วยคาถานี้ ๑๐๘ จบ พร้อมกับอาภรณ์และอาหารนั้น บรรดาทุกข์แห่งโรคก็จักดับสิ้นไป

หากปรารถนาสิ่งใด แล้วภาวนาสาธยายด้วยความเป็นที่สุดแห่งใจแล้วไซร้
ย่อมบรรลุได้ตามประสงค์ทุกประการ จักเป็นผู้ไร้โรคาพาธเบียดเบียน อายุสิริวัฒนา

เมื่อสิ้นอายุขัยแล้วในภายหลัง จักไปอุบัติยังศุทธิไวฑูรย์พุทธเกษตรแห่งนั้น
มิเสื่อมถอยย้อนกลับตราบจนถึงพระโพธิญาณ...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 17, 2010, 14:44:54 โดย Oam » บันทึกการเข้า
เทวาเหนือเกล้า
อากิญจัญญายตน
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 629


ancientnile@hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: มกราคม 17, 2010, 19:32:24 »

ขอบพระคุณค่ะ คุณป้า mahad สำหรับความรู้ดี ๆ ที่ได้นำมาแบ่งปันค่ะ
บันทึกการเข้า

สุ จิ ปุ ลิ  ขาด สักข้อ ก็ไม่ครบการเป็นปราชญ์

ปราชญ์ที่ดีต้องเป็นผู้ฟังมากกว่า พูด พูดในสิ่งที่สมควรพูด

ผู้ที่ฉลาดแท้จริง ฟัง มากกว่าพูด เพราะถ้าเรารู้ไม่จริง หรือไม่หมดก็จงอย่าพูด

เพราะเมื่อเปิดปากออกมา เมื่อนั้นได้แสดงความโง่ออกมาโดยไม่รู้ตัว

คนเก่งจริง ต้องเรียนรู้เสมอว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือตัวเรายังมีคนที่เก่งกว่า จงถ่อมตนเสมอ จงเป็นผู้ให้เสมอ

จิ้งจอกพันหน้า
อากิญจัญญายตน
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,186


ไมกล้าลงทรงกันอ่ะ..เวลาตายจะไปตอบพระเป็นเจ้ายังไง้


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2010, 13:09:32 »

ขอขอบพระคุณสำหรับการแบ่งปันความรู้
 
 
คร้าฟ ....
บันทึกการเข้า
nai 3
อกนิฎฐสุทธาวาส
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 458



ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2010, 19:42:20 »

 
南无药师琉璃光如来
บันทึกการเข้า

ข้าแต่พระวาคีศวรีเจ้า พระมารดาแห่งพระเวทย์ พระมารดาแห่งศฤงคาร พระมารดาแห่งขุนเขา 
ในนามของ พระปารวตี  ลักษมี  สรัสวตี  สาวิตรี  คายตรี พระองค์คือปรมาตมัน 
พระผู้เป็นที่รักยิ่งแห่งพระพรหม วิษณุ รุทระ
ด้วยพระกรุณาแห่งพระองค์ จักทำให้โลกที่มืดด้วยอวิทยาสว่างขึ้นโดยพุทธิปัญญา
 
โอม ตัต สัต
โอม มหา บารมี เทวา โอม
อากิญจัญญายตน
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 708


เทวาบารมี มหาเทวาบารมี

ben_0690012345@hotmail.com
ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2010, 21:17:52 »



ขอบคุณครับสำหรับข้อมูล
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 26, 2010, 21:26:34 โดย โอมมหาบารมีเทวา » บันทึกการเข้า

วงการมายา ไม่ใช่สนามเด็กเล่น แต่เป็นสมรภูมิรบ และ การผูกสัมพันธ์ไมตรี ทั้งจริงและจอมปลอม

มายา ความหมายของมันช่างลึบลับเหลือเกิน

วงการมายาไม่ใช่ของเล่นทั่วไป เข้าแล้วออกยาก ระวังเอาไว้
phorn456
ปริตตสุภา
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 279



ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: มีนาคม 02, 2010, 12:27:23 »

สาธุๆๆๆๆ  อนุโมทามิ
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
+  ชุมชนคนรัก...ฮินดู (ฮินดูมิทติ้ง HM)
|-+  Buddhist สนทนา
| |-+  สนทนาภาษาพุทธ (ผู้ดูแล: กาลิทัส, อักษรชนนี)
| | |-+  สวดมนต์รักษาโรค โอม......
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป: